image

1) ใช้งานบน Cloud ของเราใน Microsoft Azure

เรามีกลุ่ม Resource ของเราเอง ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มฐานข้อมูล และกลุ่มคอมพิวเตอร์เสมือน (VM) โดยเราจะทำการ Instant กลุ่ม VM ขึ้นมาหลายๆ กลุ่มสำหรับลูกค้าหลายๆ ราย เพื่อเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล

ลูกค้าสามารถเลือกว่าต้องการใช้ VM ที่แชร์กับลูกค้ารายอื่นๆ หรือต้องการ VM ส่วนตัวขององค์กรเท่านั้น

ข้อดี

ลูกค้าไม่จำเป็นต้องซื้อ Resource ที่มีขนาดใหญ่สำหรับ VM เพราะมีการแยก SQL Server ออกมาเป็น Service ข้างนอก ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อ VM ขนาดเล็กตามความจำเป็นได้ โดยไม่ต้องเผื่อ Resources สำหรับการประมูลผลของ SQL Server ไม่มีปัญหาเรื่องความเร็วของ Server ไม่ว่าจะซื้อ VM ขนาดเล็กหรือใหญ่ ก็จะได้ความเร็วในการประมวลผลฐานข้อมูลสูงสุดเท่ากัน

image

2) ใช้จาก VM ของลูกค้าเองหากมีการเช่าใช้ Cloud อยู่แล้ว

หากลูกค้ามีการใช้งาน Cloud ของผู้ให้บริการอื่นอยู่แล้ว สามารถเปิดใช้ VM บน Cloud ของตนเองได้ แล้วเชื่อมต่อเข้ามาใน SQL Server ของเรา

ทางทีมงานสามารถให้บริการนี้ได้ โดยค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับขนาดของ DTU หรือปริมาณของข้อมูลที่มีการวิ่งออก

image

3) ใช้งานบน Cloud ของลูกค้าเองทั้งหมด

หากลูกค้ามีการเช่าใช้ Cloud ของตนเองอยู่แล้ว สามารถใช้งาน MAC-5 Legacy บน VM และ SQL Server ของตนเอง โดยจัดสรร resource ตามที่จำเป็นได้เอง

สามารถติดต่อทีมงานให้ช่วยแนะนำวิธีการติดตั้งได้เลย

image

4) ใช้งานบน VM ที่มีการติดตั้ง SQL Server

ติดตั้ง SQL Server ภายใน VM แล้วใช้งานจาก VM ทางเราจะไม่แนะนำวิธีนี้ เพราะจะทำให้ต้องใช้ Resource ของ VM เกินความจำเป็น และทำให้ค่าใช้จ่ายในการเช่าใช้ Azure สูงขึ้นเป็น 2 เท่ากว่าวิธีอื่น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Cloud

หากใช้งานรวมกับลูกค้ารายอื่นด้วย Resource เดียวกันของดับเบิ้ลไพน์ ลูกค้ารายอื่นๆ จะเห็นข้อมูลของเราหรือไม่? และจะกระทบกับความเร็วหรือไม่?

ลูกค้าจะไม่เห็นข้อมูลของกันและกัน โดยมีการรับประกันความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลด้วยมาตรการของ Azure และเนื่องจากความเร็วนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ VM ของลูกค้าแต่ละราย แต่เป็นประสิทธิภาพในการประมวลผลของฐานข้อมูลของเรา จึงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความเร็ว

ยังสามารถจะใช้งานบน on-premise ได้หรือไม่ หากมี server อยู่แล้ว

ยังสามารถติดตั้งและใช้งานแบบ on-premise ผ่าน server ได้เช่นเดิม แต่จะต้องให้เครื่องลูกที่ใช้งาน MAC-5 Legacy เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้อย่างน้อย 1 ครั้งใน 7 วันเพื่อเช็คสถานะการใช้งานปัจจุบัน หากไม่ทำการต่ออินเตอร์เน็ตเป็นเวลามากกว่า 30 วัน สิทธิการใช้งานจะถูกระงับอัตโนมัติ

มีการสำรองข้อมูลอย่างไรได้บ้าง?

กรณีเก็บข้อมูลไว้ใน Server ของตนเอง
ลูกค้าสามารถสำรองข้อมูลได้เอง

– สามารถทำการสำรองข้อมูลอัตโนมัติได้โดยใช้ฟีเจอร์ “Maintenance Plan” ของ SQL Server ซึ่งมีอยู่ในแพลน Standard และ Enterprise (SQL Server Express จะไม่มีฟีเจอร์นี้) โดยฟีเจอร์นี้จะช่วยให้สามารถ rebuild หรือ recreate index ได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพด้านความเร็วของฐานข้อมูล
– ทำการสำรองข้อมูลทั้งก้อน (Full Back-up) ใน Serverผ่าน MAC-5 Legacy ซึ่งจะต้องเลือกสำรองเองแบบ Manual จะไม่มีฟีเจอร์การสำรองข้อมูลอัตโนมัติ

กรณีเก็บข้อมูลไว้ใน Cloud ของ Azure
ทาง Cloud ของ Azure มีการ Back-up อัตโนมัติให้อยู่แล้ว (ลูกค้าจะไม่สามารถกดปุ่ม Back-up เองจากโปรแกรมได้) ซึ่งเราแนะนำที่สุดสำหรับลูกค้าที่ใช้ Cloud กับเรา เพราะการสำรองข้อมูลของ Azure จะตัดการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ทำให้ปลอดภัยจากไวรัสหรือ Malware ต่างๆด้วย สามารถทำได้ทั้ง 2 วิธีคือ

PITR (Point in Time Restore) เป็นการสำรองข้อมูลแบบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สามารถนำกลับข้อมูลจาก PITR ได้รวดเร็วในระดับวินาที โดยจะเก็บข้อมูลย้อนหลังให้ถึง 35 วัน เมื่อเกินวันที่กำหนด ระบบจะนำข้อมูลนั้นไปเก็บไว้ใน LTR (Long Term Restore)
WMY LTR (Weekly, Monthly, Yearly Long Term Restore) เป็นการสำรองข้อมูลแบบทั้งฐานข้อมูลที่นานกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน PITR ข้างต้น ตั้งค่าระยะเวลาที่ต้องการเก็บเอาไว้ได้ เช่น รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี และระบบจะทำการสำรองข้อมูลตามระยะเวลานั้นไว้ให้อัตโนมัติ สามารถนำกลับข้อมูลมาใช้งานเมื่อไหร่ก็ได้ รับรองว่าข้อมูลไม่สูญหาย โดยจะเก็บข้อมูลไว้ได้นานที่สุด 13 สัปดาห์หรือประมาณ 3 เดือน

หมายเหตุ การนำกลับ (Restore) ข้อมูลนั้น ลูกค้าไม่สามารถทำได้เอง จะต้องให้ทางทีมงานเป็นผู้ทำให้เท่านั้น

X
X